เรื่องลับของ ‘กาแฟ’ ที่ไม่มีใครเคยบอก

กาแฟ คืออะไร
กาแฟ คืออะไร ?

กาแฟ คืออะไร ?

กาแฟ (coffee) คือ เครื่องดื่มที่ทำมาจาก เมล็ดกาแฟ และเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน (กาแฟ หนึ่งถ้วยจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ประมาณ 80-140 มิลลิกรัม) กาแฟ ที่ใครหลาย ๆ คนนิยมดื่มเพื่อลดอาการง่วงนั้นสามารถดื่มได้ทั้งในรูปแบบร้อนและรูปแบบเย็น ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ดื่มกาแฟ นอกจากนี้ การดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะต่อวันนั้นยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย จากผลการศึกษาในวารสารการแพทย์บีเอ็มเจพบว่า การดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้วหรือปริมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันนั้นสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคตับและโรคมะเร็งได้ ในทางกลับกัน การดื่มกาแฟในปริมาณมากนั้นก็ส่งผลในทางลบต่อร่างกายเช่นกัน อาทิ อากรปวดหัว หรือ อาการเต้นของหัวใจที่เร็วเกิน เป็นต้น กาแฟ นั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ใครหลาย ๆ คนยังไม่รู้กัน งั้นเรามาเริ่มจากที่มาของ กาแฟ กันเลย

กาแฟ มีที่มาจากไหน
กาแฟ มีที่มาจากไหน

กาแฟ มีที่มาจากไหน ?

กาแฟ ที่เราดื่มกันเป็นประจำทุกวันนั้น น้อยคนที่จะรู้ถึงแหล่งที่มาและถื่นกำเนิดของมันจริง ๆ กาแฟ เป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในบริเวณแถบคาบสมุทรอาระเบีย (Arabia) ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของอาบีซีเนีย (Abyssinia) กาแฟ ถูกค้นพบในช่วงศตรรตที่ 6 อยู่ในช่วงราว ๆ ปีค.ศ. 575 บ้างก็กล่าวว่า กาแฟ นั้นเป็นพืชพื้นเมืองที่เกิดขึ้นในเมืองคัฟฟา (Kaffa) ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศเอธิโอเปีย (Ethiopia) จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเรียกสิ่งนี้ว่า กาแฟ (coffee) และในขณะเดียวกัน กาแฟ ก็ยังชื่อแตกต่างไปอีกเหมือนกัน ซึ่งในช่วงศตวรรษที่ 6 นั้น กาแฟ ยังไม่ได้รับการสนใจมากจากคนในช่วงเวลานั้น จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 9 กาแฟ ก็ถูกให้ความสนใจจากเหตุการณ์ที่คนเลี้ยงแพะชาวอาระเบียนคนหนึ่งชื่อ คาลดี (Kaldi) เขาได้นำแพะออกไปออกไปเลี้ยงตามปกติ จนกระทั่งแพะของชายเลี้ยงผู้นี้ก็ได้ไปกินกับผลไม้สีแดงชนิดหนึ่ง จากนั้นแพะของเขาก็เกิดอาการกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เรื่องการกินผลไม้สีแดงนี้ได้รับการต่อกันในชุมชนจนเป็นที่ให้ความสนใจ และทำให้ชาวบ้านในบริเวณได้รู้จักกับ กาแฟ จากนั้น กาแฟ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นเรื่อย ๆ จากประเทศอาระเบีย ไปสู่หลาย ๆ ประเทศ เช่น อิตาลี เนเธอแลนด์ เยอรมัน และฝรั่งเศส ชาวพื้นเมืองประเทศอาระเบียเรียก กาแฟ ว่า “คาวาฮ์” (Kawah) หรือ คาเวฮ์ (Kaweh) ซึ่งมีความหมายว่าพลัง หรือความกระปรี้กระเปร่า ในประเทศตุรกีเรียก กาแฟ ว่า คาฮ์เว (kahve) ต่อมาชื่อ กาแฟ ก็ได้เพี้ยนไปตามภาษาต่าง ๆ ในโลก บ้างก็ถูกเรียกว่า คัฟฟี่ (koffee) หรือในประเทศอังกฤษเพี้ยนไปเป็นคำว่า คอฟฟี (coffee) ในทำนองเดียวกัน ประเทศไทยก่อนที่จะเกิดคำว่า ‘กาแฟ’ ก็ถูกเรียกเป็นชื่ออื่นมาก่อน เช่น โกปี้ หรือข้าวแฝ่ เป็นต้น จนในที่สุดก็เพี้ยนมาเป็นคำว่า ‘กาแฟ’ ที่เราใช้เรียกกันในปัจจุบันนั่นเอง

ในช่วงแรก กาแฟ นั้นถูกนำไปเป็นยารักษาโรค โดยการนำ เมล็ดกาแฟ ไปตากแห้ง จากนั้นค่อยทำไปบดแล้วผสมกับน้ำมัน เสร็จแล้วก็ปั้นเป็นก้อนแล้วจึงค่อยทำไปรับประทาน นอกจากการนำไปประกอบอาหารและนำไปเป็นยารักษาโรคแล้ว เมล็ดกาแฟ นั้นสามารถไปหมักทำเป็นไวน์ได้อีกด้วย จึงค่อยกลายมาเป็นเครื่องดื่มแสนอร่อยที่ใครหลาย ๆ คนชอบกัน กาแฟคั่วกลายเป็นสินค้าส่งออกยอดฮิตของประเทศอาระเบียในช่วงศตวรรตที่ 13 แล้วก็เริ่มเป็นที่นิยมในประเทศตุรกี และค่อย ๆ เผยแพร่ไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างเช่น อิตาลี และฝรั่งเศส และในที่สุด กาแฟ ก็แพร่กระจายทั่วทวีปยุโรป ด้วยกลิ่นที่ละมุน และรสชาติที่น่าหลงใหล อีกทั้งยังมีสรรพคุณที่ทำให้คลายความเหนื่อยล้า จึงทำให้ กาแฟ เป็นที่นิยมจนถึงในปัจจุบัน

ทำไม ‘กาแฟ’ จึงเป็นที่สนใจ ?
ทำไม ‘กาแฟ’ จึงเป็นที่สนใจ ?

ทำไม ‘กาแฟ’ จึงเป็นที่สนใจ ?

ในปัจจุบันการดื่มกาแฟนั้นถือว่าเป็นไลฟ์สไตล์ที่เป็นที่นิยมกันมากโดยเฉพาะวัยรุ่น และวัยทำงาน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจ กาแฟ กันมากขึ้นก็คือ ‘ร้านกาแฟ’ ซึ่งในยุคนี้จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ร้านกาแฟ เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของใครหลาย ๆ คน เพราะว่า ร้านกาแฟ ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ที่เอาได้นั่งดื่มกาแฟ หรือเป็นสถานที่พบปะกับกลุ่มเพื่อนเพียงเท่านั้น แต่ ร้านกาแฟ ยังเป็นสถานที่ทำงานของใครบางคนอีกด้วย ในปัจจุบันนี้การทำงานตาม ร้านกาแฟ เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ด้วยบรรยากาศของ ร้านกาแฟ ที่ทำให้รู้สึกสงบปราศจากเสียงรบวน และ กาแฟ ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ร้านกาแฟ จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ หากจะต้องหาสถานที่ทำงาน มากไปกว่านั้น ร้านกาแฟ ยังเป็นสถานที่ที่นักเรียน และนักศึกษาใช้เป็นที่อ่านหนังสือกันอีกด้วย ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้ ร้านกาแฟ เป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก


นอกจากนี้การตกแต่ง ร้านกาแฟ ที่ดูดีมีสไตล์ยังเป็นการดึงดูดให้คนไป ร้านกาแฟ อีกด้วย และยิ่งในปัจจุบันนี้การอัพโหลดภาพลง Social Network โดยเฉพาะ Facebook และ Instagram เป็นเรื่องปกติที่ใครหลาย ๆ คนนิยมทำกันแล้ว การจัดร้านในสไตล์ต่าง ๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากนิยมไปถ่ายรูป และชิมกาแฟของร้านนั้น ๆ อีกด้วย และยิ่งในช่วงนี้ที่กระแส ฮิปสเตอร์ (hipster) เป็นที่นิยมมากแล้ว การแต่งร้านสไตล์มินิมอล (minimal) นั้น ก็ยิ่งดึงดูดลูกค้าได้อย่างได้ล้นหลามเลยทีเดียว ลูกค้าบางคนถึงกับลงทุนดื่มกาแฟร้านนั้นเพียงเพื่อที่จะได้ถ่ายรูปภายในร้านเท่านั้นเอง และด้วย 2 สาเหตุหลักนี้เองก็ทำให้ธุรกิจ ร้านกาแฟ เกิดขึ้นมากมาย

ร้านกาแฟ ยอดฮิตมีที่ไหนบ้าง ?
ร้านกาแฟ ยอดฮิตมีที่ไหนบ้าง ?

ร้านกาแฟ ยอดฮิตมีที่ไหนบ้าง ?

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าปัจจุบันนี้มีธุรกิจ ร้านกาแฟ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าเราจะหันไปทางไหนเราก็เจอ ร้านกาแฟ แต่มี ร้านกาแฟ ไม่กี่แบรนด์ที่ผู้คนให้ความสนใจจนขยายสาขาไปทั่วประเทศ

Starbucks

ร้านกาแฟ Starbucks หรือ สตาบัคส์ เป็น ร้านกาแฟ ที่เป็นที่นิยมที่สุดในประเทศ ถึงแม้จะมีราคาค่อนข้างสูงก็ตาม แต่ผู้คนก็ยังไปต่อแถวซื้อกาแฟที่ร้าน Starbucks  ด้วยการบริการของพนักงานที่ดีเยี่ยม และมาตรฐานของการชงกาแฟที่คงที่ทำให้ผู้คนยอมเสียเงินเพื่อให้ได้ดื่มกาแฟจากร้าน Starbucks ทั้งนี้ ร้านกาแฟ Starbucks ไม่ได้มีเพียง กาแฟ ที่มีคุณภาพ และบริการที่ดีเยี่ยมเพียงเท่านั้น ร้าน Starbucks ยังของที่ระลึกในเพื่อให้ลูกค้าได้ไปเก็บสะสมกันด้วย อย่างเช่น แก้วกาแฟ Starbucks เป็นต้น แก้วกาแฟจากร้าน Starbucks เป็นที่สนใจมากในหมู่คนชอบดื่มกาแฟ ยิ่งไปกว่านั้นแก้วกาแฟจากร้าน Starbucks นั้น ยังออกเป็นคอลเลคชั่นตามเทศกาลต่าง ๆ อีกด้วย พิเศษไปกว่านั้นก็คือลูกค้าสามารถนำแก้วของตัวเองมาใส่กาแฟเพื่อเป็นส่วนลดค่ากาแฟอีกด้วย นอกจากแก้ว Starbucks แล้ว เมล็ดกาแฟ ของ Starbucks ก็ถูกให้ความสนใจมากเช่นกัน นอกจาก กาแฟ ที่เป็นในรูปแบบเครื่องดื่มแล้ว ก็ยังมีเมล็ดกาแฟสดขายให้กับผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่เริ่มทำกาแฟดื่มเอง แต่ยังรู้แหล่งจำหน่ายของ เมล็ดกาแฟ ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงทำให้ ร้านกาแฟ Starbucks เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

Amazon

ร้านกาแฟ Amazon หรือ อะเมซอน เป็นอีกหนึ่ง ร้านกาแฟ ยอดฮิตที่ผู้คนนิยมบริโภคกัน ร้านกาแฟ Amazon เริ่มแรกเป็นที่รู้จักจากการเป็น ร้านกาแฟ ในปั๊มน้ำมัน ปตท. จากการเริ่มแผ่ขยายไปอยู่ตามห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ Amazon ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กับ ร้านกาแฟ Starbucks เลย ด้วยราคาที่ถูกลงมาหน่อย เลยทำให้ผู้คนเข้าถึงง่ายมากขึ้น ถึงมาตรฐานจะไม่สามารถเทียบเท่ากาแฟของร้าน Starbucks ได้ แต่ราคาสามารถจับต้องได้จึงทำให้ร้าน Amazon เป็นที่นิยมไม่แพ้กันเลยทีเดียว ทั้งนี้ ร้านกาแฟ Amazon ส่วนใหญ่ ยังตั้งอยู่ในทำเลที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย เช่น ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น ร้านกาแฟ Amazon เลยเป็นร้านกาแฟในใจของใครหลาย ๆ คน

วิธีการทำ กาแฟ มีแบบไหนบ้าง ?

ในการทำ กาแฟ นั้นบางคนอาจจะคิดว่ามีวิธีการทำ กาแฟ นั้นหากไม่ทำด้วยเครื่องทำกาแฟเอสเพสโซ่ ก็คงต้องชงกาแฟสำเร็จรูปเอา แต่จริง ๆ แล้วการทำกาแฟนั้นสามารถทำได้มากกว่านั้น และนี่เป็นวิธีการต่าง ๆ ในการทำกาแฟซึ่งใครหลาย ๆ คนไม่เคยรู้จักมาก่อน

การดริปกาแฟ

การดริปกาแฟ เป็นวิธีการทำกาแฟโดยการใช้กระดาษกรอง และให้น้ำร้อนค่อย ๆ ไหลผ่านกระดาษกรอง หรือ filter ลงไปยังภาชนะที่รองไว้ รสชาติของกาแฟที่ได้จะขึ้นอยู่กกับปริมาณ อุณหภูมิ และเวลาในการเทน้ำผ่านกระดาษกรองลงภาชนะ ซึ่งข้อดีของการดริปกาแฟนั้นคือ เราสามารถปรับรสชาติของกาแฟตามใจเราได้โดยการกำหนดปริมาณ อุณหภูมิ และยะเวลาในการเทน้ำนั่นเอง

French Press

French Press หรือ การชงกาแฟแบบกด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายมากเพียงแค่เตรียมน้ำร้อน กาแฟ และเครื่อง French Press เพียงเท่านั้น วิธีการทำง่าย ๆ ก็คือแค่ผสมน้ำกับกาแฟแล้วรอ 4 นาที จากนั้นก็กดตัวกรองกาแฟลงไปด้านล่าง เพียงเท่านี้เราก็สามารถได้ กาแฟ พร้อมดื่มแล้ว

Espresso

การทำ กาแฟ ด้วยเครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซ่ (Espresso) วิธีนี้เป็นวิธีที่ร้านการทั่วไปนิยมใช้กัน  การทำกาแฟด้วยเครื่องทำกาแฟ Espresso นั้น เป็นการใช้แรงอัดไอน้ำ หรือน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟที่คั่วบดละเอียด การทำกาแฟโดยใช้เครื่องทำกาแฟเอสเพรสโซ่นั้นจะทำให้รสชาติการมีความเข้มข้น สำหรับคอกาแฟที่ชอบกาแฟที่ไม่ผ่านการปรุงเพิ่มเติมแล้ว กาแฟที่ทำด้วยเครื่องเอสเพรสโซ่นั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องติดใจ

Aeropress

วิธีการชงกาแฟแบบ Aeropress เป็นนอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายมาก ๆ กาทำกาแฟแบบ Aeropress นั้น เป็นการเติมน้ำร้อนตามอุณหภูมิที่เหมาะสมกับชนิดของกาแฟ ซึ่งวิธีนี้จะใช้แรงดันในอากาศทำให้น้ำร้อนผ่านกาแฟและตัวกรองขนาดเล็กจนได้กาแฟที่เราต้องการ

Moka Pot

Moka Pot วิธีนี้เป็นการทำกาแฟโดยการใช้หม้อ Moka Pot เป็นการชงกาแฟสไตล์อิตาเลียน วิธีการทำก็คือใส่น้ำลงไปในหม้อให้ถึงขีดที่กำหนดเอาไว้ จากนั้นนำกรวยและกาแฟใส่ตามลงไป เมื่อถึงจุดที่น้ำร้อนได้ที่แล้ว จะมีไอน้ำออกมาผ่านกาแฟ จากนั้นเมื่อเราปิดฝาไว้ กาแฟที่เหลือจะดันตัวขึ้นมาอยู่ในกาด้านบน

กาแฟแต่ละแบบเหมาะกับคนแบบไหน ?

1. Espresso

จริง ๆ แล้ว Espresso เป็นแค่กาแฟช็อตเท่านั้น แต่ Espresso ที่ใคร ๆ หลายคนเข้าใจกันจะเป็นกาแฟใส่นม แต่จะมีความเข้มข้นของกาแฟมากขึ้น ซึ่งในเมนูนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบดื่มกาแฟเข้ม ๆ หรือคนวัยทำงานที่ต้องใช้กาแฟเป็นตัวช่วยในการทำให้ตัวเองกระปรี้กระเปร่า เมนูจึงเป็นเมนูเหมาะมาก

2. Americano

เมนู Americano เป็นกาแฟที่ผสมเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น หรือสำหรับบางคนที่ติดหวานสามารถเพิ่มน้ำเชื่อมลงไปได้ เมนู Americano นี้จะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบนม หรือแพ้นม การดื่มกาแฟที่ไม่ใส่นมจะทำให้รู้สึกสดชื่น บวกกับฤทธิ์ของกาแฟก็จะทำให้กระปรี้กระเปร่าเพิ่มขึ้นนั่นเอง

3. Latte

Latte หรือ ลาเต้ เป็นเมนูที่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบดื่มกาแฟที่เข้มมาก หรือเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มดื่มกาแฟ เพราะส่วนผสมหลักของเมนูนี้ก็คือนมนั่นเอง ด้วยรสชาติมันของนมและความเข้มข้นของกาแฟที่ไม่มาก จึงทำให้เมนูนี้เป็นเมนูยอดฮิตของใครหลาย ๆ คนเลยทีเดียว

4. Mocca

Mocca หรือ มอคค่า เป็นการนำการกาแฟไปผสมกับผงโกโก้นั่นเอง สำหรับที่ชอบดื่มโกโก้ หรือช็อกโกแลต แล้วอยากเปลี่ยนมาดื่มกาแฟ มอคค่าถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีในการเริ่มดื่มกาแฟ ด้วยกินหอมของโกโก้ผสานเข้ากับกลิ่นของกาแฟ ยิ่งทำให้เมนูนี้อร่อยมากยิ่งขึ้น